เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ร้อยเอ็ด, Thailand
คุณครูชอบภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ก่อนเข้าชั้นอนุบาลค่ะ แรกๆก็ชอบตรงรูปทรงอักษรแปลกๆ ซึ่งต่างจากอักษรในภาษาไทย หัดเขียนไม่นานก็เขียนเป็นครบ 26 ตัว ( แปะ ๆ ๆ ) โตมาหน่อยเริ่มสะกดเป็นคำได้ และได้มีโอกาสได้ฟังเพลงสากล แต่ฟังไม่ออก แปลไม่ได้ นั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเรียนภาษาอังกฤษ อยากรู้ความหมาย ตั้งใจเรียนฝึกฝน ลองผิดลองถูก และไม่ท้อจนเกิดความชำนาญ อยากใช้สิ่งที่ได้เรียนมารวมทั้งเทคนิคต่างๆ ในการจำศัพท์ และไวยากรณ์ มาสอนนักเรียนให้สามารถสื่อสารทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ เห็นมั้ยคะนักเรียน คุณครูก็เริ่มจากที่ไม่รู้เหมือนกันกับนักเรียนนั่นแหละ พยายาม และ ตั้งใจฝึกฝนนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้สื่อสารได้




เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้สื่อสารได้

       ภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะ (แม้บางคนมองว่าภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่วิชา) ต้องจำและต้องฝึกฝน นี่ก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรใช่ไหม ทุกกระบวนวิชาต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ภาษาอังกฤษ ที่จริงทุกภาษานั่นแหละ โดยเฉพาะสถานการณ์การเรียนอย่างบ้านเราซึ่งเป็นการเรียนเป็นภาษาต่างประเทศ โอกาสการพบเห็น การใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารอย่างปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันค่อนข้างน้อย หลีกไม่พ้นต้องจำต้องฝึก คือทั้งจำและฝึก หรือทั้งฝึกและจำ เพื่อจะได้คล่องจนใช้การได้เมื่อจำเป็นต้องใช้ ต้องไม่อายที่จะหยิบข้อเขียนภาษาอังกฤษมาอ่าน สร้างความจำเป็นที่จะต้องใช้ ให้โอกาสตนเองได้เปิดรับภาษาให้บ่อยที่สุด เช่นไปไหนมาไหนอาจถือเอกสารหรือหนังสือ(พิมพ์)ภาษาอังกฤษไปใช้เวลานั่งอ่าน เรียกว่าไม่ยอมให้เวลาฆ่าเราฝ่ายเดียว หรือในระหว่างฝึกพูด อยากทดสอบการใช้สำนวนภาษาพูด เห็นฝรั่ง (หมายถึงเจ้าของภาษาอังกฤษ เราชอบใช้คำว่าเจ้าของภาษา” (Language owner) แต่ เจ้าของภาษามักจะบอกเราว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของภาษาหรอก ควรใช้คำ Native speaker หรือชาว/ คนอังกฤษ หรือชาวอเมริกาแทน นั่นก็ยุ่งอีก ต้องไปถามหาสัญชาติกันก่อน ลำบากเปล่าๆ) ก็จะวิ่ง ไม่ใช่หนีแต่ปรี่เข้าหา แล้วนำศัพท์แสง สำนวนภาษา ที่เคยท่องเคยจำไปลองใช้ ถึงจะผิดบ้าง ไม่ถูกบ้าง ก็ว่ากันไปเรื่อยๆ 
อยากให้พิจารณาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเรียนภาษาอังกฤษกันสักนิดหน่อย จะได้ไม่ต้องโทษตัวเอง หากไม่ได้ดังใจขึ้นมา

        การเรียนภาษาเป็นกระบวนการดูดซับ (Assimilation) ความรู้ หรือทักษะ จะให้ปุ๊บปั๊บไม่ได้ ต้องใจเย็น ให้ความสนใจ ฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ ไม่นานเกินรอหรอก เราก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่จะดีเพียงใดหรือไม่ขึ้นอยู่กับวันเวลา และความพยายามที่ลงทุนไป เรียนยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับแต่ละคน เป็นความจริงที่ว่าบางคนมีความถนัดหรือ หัวดีในด้านภาษา เรียนรู้ได้เร็ว แต่ก็ช่างหัว(ดี)เขาปะไร เขาเรียน เขาฝึกครั้งสองครั้งก็เก่ง เราฝึกสัก 28 ครั้งไม่ได้ให้มันรู้ไป จริงไหม

        จริงๆแล้ว นอกจากเรื่องความถนัดตามธรรมชาติ ทัศนคติ ความรู้ในความจำเป็นของการเรียนหรือสร้างทักษะภาษาแล้ว น่าจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และตัวเราเอง รวมทั้งความสามารถที่จะจัดสภาพแวดล้อมการเรียนให้ตัวเองมากกว่า เช่นที่ยกตัวอย่างไปแล้วแต่ตอนต้นการรู้จักสังเกตว่าวิธีการเรียนอย่างไรเหมาะกับตนก็น่าจะเป็นเหตุผลของความสำเร็จในการเรียนด้วย  แน่นอน จะเรียนให้รู้อะไรก็ต้องอุทิศตัวเอง ยอมรับความยากลำบากให้ได้ ตั้งใจใช้ความพยายามจริง ตรงนี้ต้องระวังด้วย ที่ว่าต้องจริงจังตั้งใจ ไม่ได้หมายความว่าจะผ่อนคลาย หรือหาความสนุกจากการเรียนไม่ได้นะ บางครั้งบางคราวเราก็อาจหาความสุข คลายเครียดจากการเรียนในขณะที่ฝึกที่เรียนด้วยได้ นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นกำลังเรียนกำลังฝึกอะไรอยู่ การเรียนการฝึกไม่ได้หมายถึงต้องหาทุกข์ ลำบากใส่ตัวตลอดเวลา จริงไหม??ไม่เช่นนั้น จะลงเอยด้วยการเบื่อ ท้อแท้ และเลิกราไปในที่สุด  ที่สำคัญอย่าเริ่มด้วยความคิดว่าเราเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้หรอก หรือยากไปสำหรับเรา ถ้าเริ่มจากแพ้ตัวเอง มีความคิด จากทัศนคติอย่างนี้แล้วก็เป็นอันเสร็จกัน แล้วก็อย่าบอกว่าไม่มีเวลา อยากได้ต้องให้เวลาเขา ลองแคะไค้หาดูจริงๆจังๆ พอมีเวลาบ้างละน่า วันหนึ่งๆสักครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมงก็น่าจะพอ เพียงขอให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญอีกอย่างคือ ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆที่จะช่วยให้เรียน (เช่นอ่าน) ให้ประสบความสำเร็จได้ดี ราบรื่นและรวดเร็ว แต่ที่จะกล่าวไว้คือแนวทางที่น่าจะช่วยได้ ที่สำคัญต้องลงมือเอง ลุยเลย อย่างจริงเท่านั้น
       ทีนี้มาดูกันว่าอะไรที่ถือว่าสำคัญในการเรียนการฝึกภาษาอังกฤษ คำศัพท์ ครูว่า สำคัญเหนืออื่นใดทั้งสิ้น แต่ไม่ได้หมายถึงก่อนทักษะอื่น หมายถึงจำเป็นกว่าทักษะอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงการเรียนการฝึกภาษาระดับต้นถึงระดับกลาง หากไม่ได้คำศัพท์จะทำอะไรได้ อ่าน ฟังให้รู้เรื่องได้อย่างไร จะหวังอะไรได้จากเขียน และพูดสื่อสาร


1 ความคิดเห็น: